บทความ สาระน่ารู้ ความรู้เรื่องบาร์โค้ด (Barcode) มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร?

ปัจจุบันบาร์โค้ดนั้นเป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง, อาหาร, อุตสาหกรรม, ขายของออนไลน์ และอีกมากมาย ให้สำเร็จได้ Barcode หมายถึง เลขหมายประจำตัวสินค้า ใช้แทนด้วยแท่งบาร์ขาว-ดำ ประกอบด้วยตัวเลข 8-13 หลัก สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ด นิยมใชักับสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด และสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ สินค้าแต่ละตัวจะมีหมายเลขบาร์โค้ดในการแสดงถึงหน่วยของสินค้านั้นๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้ราบรื่นขึ้น เปรียบได้กับบัตรประจำตัวประชาชนที่เป็นเครื่องชี้บอกถึงความแตกต่างกันของแต่ละคน เลขหมายประจำตัวสินค้าก็เป็นเครื่องชี้บอกถึงความแตกต่างของสินค้าชนิดนั้นกับสินค้าอื่น ๆ สินค้าทุกชนิดที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น ขนาด สี จำนวนบรรจุ จะมีเลขหมายประจำตัวสินค้าต่างกัน ตัวอย่างเช่น เงาะกระป๋องจะมีเลขหมายประจำตัวคนละเลขหมายต่างจากลิ้นจี่ หรือในกรณีกล่องใหญ่ที่บรรจุถ้วย 12 ใบ จะมีเลขหมายประจำตัวแตกต่างจากถ้วย 1 ใบ

บาร์โค้ดช่วยอะไรได้บ้าง

การนำบาร์โค้ดมาใช้ในธุรกิจการค้าจะมีคุณประโยชน์หลายประการ คือ ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการทำงาน การซื้อ-ขาย สะดวกรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจนับสินค้า การรับชำระเงิน การออกใบเสร็จ การตัดสินค้าคงคลัง

ง่ายต่อระบบสินค้าคงคลังคอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมกับ เครื่องอ่านบาร์โค้ดในการตัดยอดสินค้าอัตโนมัติ จึงสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการหมุนเวียนสินค้า สินค้ารายการใดจำหน่ายได้ดีหรือไม่ มีสินค้าเหลือเท่าใด,

ยกระดับมาตรฐานสินค้า การระบุแหล่งผลิตของประเทศแต่ละราย ทำให้ผู้ผลิตปรับปรุงคุณภาพ เพื่อรักษาภาพพจน์ของสินค้าและสอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรื่องสัญลักษณ์ รหัสแท่งสำหรับแสดงข้อมูลสินค้า

สร้างศักยภาพเชิงแข่งขันในตลาด รหัสแท่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสินค้าที่มีคุณภาพดีเชื่อถือได้ ทำให้ผู้ที่สนใจซื้อสินค้าสามารถทราบถึงแหล่งผลิตและติดต่อซื้อ-ขายกันได้สะดวก นอกจากนี้เป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ข้อมูลจากระบบรหัสแท่ง จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถตัดสินใจวางแผน และบริหารงานด้านการผลิต การจัดซื้อ และการตลาดได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ใช้กับธุรกิจใดบ้าง

ด้านผู้ผลิต เลขหมายประจำตัวสินค้าก่อให้เกิดวิวัฒนาการด้านบรรจุภัณฑ์ ตามหลักการ "หีบห่อก่อผลกำไรงาม" เลขหมายประจำตัวของผู้ผลิตแต่ละรายจะมีส่วนช่วยบ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้า และแหล่งติดต่อของผู้ผลิต

สำหรับผู้ค้าส่งหรือผู้นำเข้าในต่างประเทศ มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิต หรือแหล่งผลิตที่จะสามารถจัดหาสินค้าได้สะดวกและกว้างขวางออกไป ตลอดจนมีโอกาสซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์ด้านระบบข้อมูลเพื่อการบริหารงาน โดยเฉพาะข้อมูลด้านการขายและสินค้าคงคลัง

สำหรับระบบการค้าปลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าปลีกขนาดใหญ่แบบ Supermarket หรือ Mass market ระบบเลขหมายประจำตัวสินค้าและสัญลักษณ์รหัสแท่ง จะช่วยให้การคิดเงินและการเก็บเงินของพนักงานถูกต้องและรวดเร็วมาก จึงสามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังไม่ต้องติดป้ายบอกราคาสินค้าซึ่งมีเป็นจำนวนมากบนสินค้าแต่ละชิ้น ทำให้ลดปริมาณงานลงและสะดวกต่อการปรับราคาขาย

ลักษณะสำคัญของบาร์โค้ด

บาร์โค้ดจะต้องมีความคมชัดของเส้นแต่ละเส้น ไม่ขาดหาย ขนาดของบาร์โค้ดจะมีขนาดมาตรฐานของแต่ละระบบอยู่แล้ว โดยสามารถย่อลงได้มากสุด 20% พื้นที่ด้านข้างของตัวบาร์โค้ด (Quiet Zone) จะต้องมีเนื้อที่ 10 เท่าของแท่งรหัสที่เล็กที่สุด หรือมากกว่า 3.6 มิลลิเมตร มิฉะนั้นจะอ่านไม่ออก

สำหรับสีที่เลือกใช้ โดยทั่วไปสีดีที่สุดคือตัวบาร์โค้ดสีดำบนพื้นที่สีขาว ซึ่งทำให้อ่านง่าย เนื่องจากเครื่องอ่านอาศัยหลักการสะท้อนแสงของเส้นทึบและพื้นสว่าง ถ้าใช้คู่สีผิดอาจทำให้อ่านไม่ออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีสะท้อนแสงในการพิมพ์แท่งรหัสสินค้าและพื้นที่ว่างด้านหลังแท่งรหัส เพราะสีสะท้อนแสงจะสะท้อนแสงใส่เครื่องอ่านทำให้อ่านยากหรืออ่านไม่ได้เลย

ระบบของบาร์โค้ด

การติดบาร์โค้ดของสินค้านั้น ๆ โดยเฉพาะ นอกจากจะคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วในการทำงานขึ้นแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงการใช้มาตรฐานการกำหนดเลขหมายที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอีกด้วยปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีประมาณ 11 ระบบ

- UPC [Uniform Product Code] ใช้เมื่อปี พ.ศ. -2515 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

- EAN [European Article Number] เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ.- 2519 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

- CODE 39 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.-2517 ในธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นบาร์โค้ดระบบแรกที่ใช้รวมกับตัวอักษรได้ เก็บข้อมูลได้มาก

- INTERLEAVE 1 of 5 หรือเรียกว่า ITF เป็นบาร์โค้ดตัวใหญ่ใช้กับหีบบรรจุสินค้า หรือเรียก Cass Code

- CODABAR ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับธุรกิจเวชภัณฑ์ ในปี พ.ศ.-2515

- CODE 128 ได้ถูกพัฒนาขึ้นและยอมรับว่าได้ใช้เป็นทางการในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2524 นิยมใช้ในวงการดีไซเนอร์และแฟชั่น ปัจจุบันกำลังเริ่มนิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา

- CODE 93 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.- 2525 ปัจจุบันเริ่มนิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรม

- CODE 49 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยพัฒนาจาก CODE 39 ให้บรรจุข้อมูลไดมาก- ขึ้น ในพื้นที่เท่าเดิม

- CODE 16k เหมาะสำหรับใช้กับอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่เล็กมาก มีพื้นที่ในการใสบาร์โค้ดน้อย เช่น อุปกรณ์อะไหล่ เครื่องไฟฟ้า

- ISSN / ISBN [International Standard Book Number] ใช้กับหนังสือ และนิตยสาร

- EAN / UCC 128 หรือ Shipping Container Code เป็นระบบใหม่ โดยการร่วมมือระหว่าง EAN ของยุโรป และ UCC ของสหรัฐอเมริกา โดยเอาระบบ EAN มาใช้ร่วมกับ CODE 128 เพื่อบอกรายละเอียดของสินค้ามากขึ้น เช่น วันเดือนปีที่ผลิต ครั้งที่ผลิต วันที่สั่งซื้อ มีกี่สี กี่ขนาด เป็นต้น

EAN ยอดฮิต

ปัจจุบันมาตรฐานที่ยอมรับกันมากมีอยู่ 2 ระบบ คือ UPC และ EAN ระบบ UPC ถือเป็นบาร์โค้ดระบบแรกของโลก ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น มีหน่วยงาน Uniform Code Council [UCC] ตั้งอยู่ที่รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ดูแล

ส่วนระบบ EAN เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยมีประเทศต่าง ๆ ใช้กว่า 60 ประเทศ ในภาคพื้นยุโรป, เอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งประเทศไทย EAN มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม

สำหรับบาร์โค้ดในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังในปี พ.ศ.- 2536 โดยมีสถาบันสัญลักษณ์รหัสแท่งไทย [Thai Article Numbering Council] หรือ "TANC" เป็นองค์กรตัวแทนของ EAN ภายใต้การดูแลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ประเทศไทยเลือกใช้ระบบ EAN-13 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของเลขชุด 13 หลัก มีความหมายดังนี้

 ที่มา: สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

RFID ชิปอัจฉริยะพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน

พลิกโฉมระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน

ภาคอุตสาหกรรมจับตามองเทคโนโลยี RFID หวังพลิกโฉมการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน แต่ยังไม่แทนเข้ามาแทนที่บาร์โค้ดในเร็ววัน เหตุต้นทุนยังสูง-ผู้ใช้งานน้อย เผยตลาด RFID ไทยมีศักยภาพสูงโต 30% ต่อปี

เทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) หรือเทคโนโลยีการระบุข้อมูลที่แสดงเอกลักษณ์ของวัตถุหรือบุคคลด้วยคลื่นความถี่วิทยุยิ่งได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายฝ่ายจับตามองว่า จะช่วยยกระดับการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพราะ RFID เชื่อมต่อเข้ากับระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (Enterprise Resource Planning: ERP) ของคู่ค้าในระบบซัพพลายเชน จะทำให้มองเห็นความเคลื่อนไหวของสินค้าในซัพพลายเชนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

หัวใจสำคัญและประโยชน์

จุดเด่นของ RFID ที่แตกต่างกับบาร์โค้ด

สามารถอ่านค่าได้อัตโนมัติ อ่านค่าได้ในระยะไกลด้วยความเร็วสูง และสามารถอ่านได้คราวละมากๆ มี Serial number ของสินค้าแต่ละชิ้น สามารถเขียนข้อมูลเพิ่มเติมในชิปได้ และมีความปลอดภัยสูงเพราะเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

สำหรับการใช้งาน RFID ในภาคอุตสาหกรรม-การค้าในปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้าปลีกยักษ์ใหญ่วอล-มาร์ทที่จะประกาศทดลองใช้ RFID ในระดับรายสินค้าแล้วในปี 2553 นี้ ซึ่งจากที่ทดลองใช้ติดในระดับพาเลทตั้งแต่ปี 2548 พบว่า ช่วยลดปัญหาสินค้าขาดและเสียโอกาสในการขายสินค้าได้กว่า 10%

ประเทศไทยนำมาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การบริหารคลังสินค้า การผลิตในโรงงาน การติดตามสถานะสินค้าระหว่างการขนส่งในรูปแบบ Electronic Seal (e-Seal) ใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับของอุตสาหกรรมอาหาร (Traceability) งานด้านเกษตรและปศุสัตว์ สาธารณสุข เป็นต้น

สำหรับอัตราการเติบโตและมูลค่าการตลาดของเทคโนโลยี RFID ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) ระบุว่า ตลาดมีศักยภาพสูง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยในปี 2551 มีมูลค่าการตลาด 1,850 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2552 นี้จะมีอัตราการเติบโตที่ 30% เช่นกัน สำหรับมูลค่าในตลาดโลกคาดว่าอยู่ในระดับ 1 แสนล้านบาท

ที่มา logisticscorner

การคำนวณตัวเลขตรวจสอบ (Check Digit) บาร์โค้ด

การคำนวณตัวเลขตรวจสอบ (Check Digit) บาร์โค้ด
เลขตรวจสอบ (Check Digit) เป็นหมายเลขหลักสุดท้ายที่วางอยู่ในตำแหน่งขวาสุดของชุดตัวเลขบาร์โค้ด และ “Check Digit” นี้เกิดขึ้นจากการคำนวณเท่านั้น ซึ่งจะไม่สามารถระบุกำหนดค่าตัวเลขนี้เองได้ เนื่องจากหากมีการระบุให้หลักสุดท้ายเป็นเลข 9 หรือเลขอื่นตามที่ต้องการนั้น ทั้งที่ Check Digit ที่คำนวณออกมาไม่ใช่เลขนั้น ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นทันที คือ เครื่องสแกนเนอร์จะไม่สามารถอ่านค่าสัญลักษณ์บาร์โค้ดนั้นได้

** หลังจากได้หมายเลขประจำตัวสินค้า (GTIN) แล้วให้ตัด 0 ที่อยู่ข้างหน้าออกด้วย**

วิธีการอ่าน QR code ด้วยมือถือ

วิธีการใช้มือถือหรืออุปกรณ์เพื่อทำการอ่าน QR code เพื่อดึงข้อมูลขึ้นมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประเภท e-mail, website address หรือ Text message ต่างๆ ด้วยยุคสมัยแห่งเทคโนโลยี ตอนนี้เราสามารถเอาบทความเป็นหน้าๆ เข้าไปไว้บน QR code ได้แล้ว

วิธีการใช้งาน QR code

ให้เรานำกล้องมาจ่อไว้ที่สัญลักษณ์ QR code ที่เราต้องการครับ แอพจะทำการอ่านเองโดยอัตโนมัติ
** ในบางครั้ง แอพอาจจะไม่สามารถอ่าน QR code ได้ ทั้งนี้ก็อาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามารบกวน เช่น แสงสว่างน้อยหรือมากเกินไป, มีสิ่งแปลกปลอมติดหรือเลอะอยู่บน QR code

ขอขอบคุณ

http://www.thaidroid-appvisor.com/2012/05/qr-code-how-to-read-qr-code.html

ประเภทเครื่องอ่านบาร์โค้ด Barcode Scanner

ประเภทตามเทคโนโลยีเซนเซอร์
1. Pen Type Scanner

 ลักษณะเหมือนปากกาใช้วิธีการลากเพื่ออ่านค่า โดยภายในตัวเครื่องอ่านจะมีเซนเซอร์อันเดียวเพื่อรับแสงสะท้อนในส่วนที่เงาดำกับเงาขาว ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วเนื่องจากช้าและราคาเครื่องสแกนอื่นๆราคาต่ำลง

2. CCD readers

CCD (Charge Coupled Device) จะคุ้นเคยกันบ้างในเทคโนโลยีกล้องถ่ายรูป เป็นเทคโนโลยีเดียวกัน แต่ CCD readers จะมีเซนเซอร์รับการสะท้อนแสงเป็นแนวยาว ถือว่าเป็นเทคโนโลยีแบบเก่าดั้งเดิม จะสแกนได้กว้างสุดตามความยาวของตัวสแกนเนอร์

3. Laser readers

จะใช้เลเซอร์ซึ่งมีความเข้มแสงสูงยิ่งไปที่บาร์โค้ด จับความถี่แสงที่สะท้อนกลับ ข้อดีคือ ความแม่นยำสูง สแกนระยะไกลได้ สูงสุดได้ถึง 60-80ซม. สแกนได้แม้ป้ายบาร์โค้ดสั่นไหว

4. Imaging Scanner

 การใช้เทคโนโลยี CCD แต่ที่แตกต่างจาก CCD readers คือความละเอียดที่สูงขึ้น คือ หลายล้าน pixel เพราะจะมีการถ่ายรูปออกมาเหมือนกล้องถ่ายรูป ทำให้ข้อมูลที่สู่เครื่องรับจะได้ตัวบาร์โค้ดทั้งหมดมาประมวลผ่านวงจรคำนวณ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้สูงขึ้น ความละเอียดมาก ทำให้มีความแม่นยำสูง ซึ่งจะแม่นยำกว่าเครื่องอ่านประเภทอื่นๆ แต่ราคาจะแพงเพราะสามารถอ่านได้ทั้ง 1D 2D คุณสมบัติ คือ สามารถสแกนได้ทุกทิศทาง 360 องศา ไม่ต้องจับป้ายให้ตรงกับบาร์โค้ด สามารถสแกนบาร์โค้ดที่คุณภาพการพิมพ์ต่ำได้ เพราะเครื่องรับภาพบาร์โค้ดทั้งหมดมาประมวล

ประเภทตามรูปลักษณ์
1. แบบด้ามปืน

2. แบบยึดติดฐาน

ทำงานโดยเคลื่อนป้ายบาร์โค้ดเข้าหาเครื่องอ่านซึ่งสามารถสแกนอัตโนมัติ และไม่ต้องสนใจทิศทางของป้าย Omni Directional

3. แบบที่รูดบัตร

4. แบบ PDA Mobile

PDA Mobile คือคำตอบเพราะมีคอมพิวเตอร์ในตัว สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ทันทีแบบไร้สาย อีกทั้งสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อทำงานได้สูงขึ้น เช่น ยิงบาร์โค้ดเสร็จ ก็ถ่ายรูปสินค้าเก็บไว้ ปัจจบัน จะใช้ OS Windows CE,Windows Mobile และ Android

5. โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน มีการติดกล้องมาตัวเพียงหา Application ของการอ่านมาติดตั้งก็ใช้ได้ แต่คุณภาพจะเหมาะกับการใช้งานแบบส่วนตัวหรือใช้เป็นครั้งคราว เพราะประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการใช้งานจะไม่สามารถสู้กับอุปกรณ์ที่ทำออกแบบมาเฉพาะได้

บาร์โค้ด (Barcode) มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร?

บาร์โค้ด หมายถึง เลขหมายประจำตัวสินค้าใช้แทนด้วยแท่งบาร์ขาว-ดำ เรียงเข้าด้วยกันและประกอบด้วยตัวเลข 8-13 หลัก สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องสแกนเนอร์ โดยอาศัยหลักของการสะท้อนแสงนิยมใชักับสินค้าอุปโภค บริโภคแทบทุกชนิดและสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ

การออกเลขหมายให้กับสินค้าแต่ละตัวจะช่วยให้การติดต่อกันระหว่างผู้ค้า (ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีก) สามารถทำงานได้ราบรื่นขึ้น เปรียบได้กับบัตรประจำตัวประชาชนที่เป็นเครื่องชี้บอกถึงความแตกต่างกัน ของแต่ละคน เลขหมายประจำตัวสินค้าก็เป็นเครื่องชี้บอกถึงความแตกต่างของสินค้าชนิดนั้น กับสินค้าอื่น ๆ

สินค้าทุกชนิดที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น ขนาด สี จำนวนบรรจุ จะมีเลขหมายประจำตัวสินค้าต่างกัน ตัวอย่างเช่น ไอศกรีมรสวนิลาจะมีเลขหมายประจำตัวคนละเลขหมายต่างจาก ไอศกรีมรสช็อกโกแล็ต หรือในกรณีกล่องใหญ่ที่บรรจุถ้วย 12 ใบ จะมีเลขหมายประจำตัวแตกต่างจากถ้วย 1 ใบ

บาร์โค้ดช่วยอะไรได้บ้าง

          การนำบาร์โค้ดมาใช้ในธุรกิจการค้าจะมีคุณประโยชน์หลายประการ คือ

ใช้กับธุรกิจใดบ้าง

สะดวก & แม่นยำ

ลักษณะการทำงาน บาร์โค้ดจะถูกอ่านด้วยเครื่องสแกนเนอร์ บันทึกข้อมูลเข้าไปเก็บในคอมพิวเตอร์โดยตรง ไม่ต้องกดปุ่มที่แท่นพิมพ์ โดยอาศัยหลักของการสะท้อนแสง ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น

เครื่องสแกนเนอร์มีชนิดต่าง ๆ กัน ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออ่านบาร์โค้ดที่ได้รับการพิมพ์อย่างถูกต้อง เครื่องสแกนเนอร์จะถูกต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์กลาง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทุกครั้งที่มีการซื้อเข้าและการขายออกได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ที่มา: สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย